Click on the switch to activate or deactivate the use of particular type of cookies. After changing the settings, please confirm by clicking „Save settings“.
These are cookies that are required for the operation of the Website and for you to be able to complete services you ask for. They include, for example, cookies that enable you to log into secure areas of the Website.
These cookies allow us to collect information about how visitors use the Website, for example to count visitors and to see how visitors move around the Website. They record your visit to the Website, the pages you have visited and the links you have followed.
These cookies allow you to share Website content with social media platforms (e.g, Facebook, Twitter, Instagram). We have no control over these cookies as they are set by the social media platforms themselves.
These cookies allow us to deliver tailor-made advertisements to you on third party websites based on your interests in our products and services manifested during your visit on our Website.

This website uses cookies. By continuing to browse it, you agree to their use. To find out more about cookies and how to manage them, please click here.

ประวัติศาสตร์ของ RADO

Rado เป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มีชื่อเสียงในด้านการออกแบบนวัตกรรมและการใช้วัสดุเชิงปฏิวัติเพื่อสร้างนาฬิกาที่สวยที่สุดและทนทานที่สุดในโลก นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นในเมืองเลงนาว ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ Rado เป็นผู้บุกเบิก ด้วยปรัชญาของแบรนด์ “ถ้าเราสามารถจินตนาการได้ เราก็สามารถทำได้” ซึ่งยังคงยึดมั่นจนถึงทุกวันนี้

ปี 2010 - ปัจจุบัน

นวัตกรรมของเรายังคงดำเนินต่อไป

ปี 2011 มีการถือกำเนิดผลงานชิ้นเอก โดยเป็นเซรามิกแบบบางพิเศษของ Rado นั่นคือ: True Thinline ที่มีความหนาอย่างเหลือเชื่อเพียง 5 mm ในปี 2012 Sporto-chic Rado HyperChrome ที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีของตัวเรือนที่่ใช้ใน True Thinline ทำให้ไม่ต้องใช้สเตนเลสเป็น "แกนกลาง" และอยู่ในรูปแบบของตัวเรือนที่หล่อขึ้นเป็นชิ้นเดียว Rado ได้เปิดตัวเทคโนโลยีสัมผัสแบบใหม่ด้วย Esenza Touch (2013) ซึ่งเป็น "ความพิศวงของการไม่มีเม็ดมะยม" ที่สามารถตั้งค่าได้ด้วยการสัมผัสเพียงครั้งเดียวและการสไลด์ และ HyperChrome Dual Timer (2014) นาฬิกาสำหรับการเดินทางอันชาญฉลาดที่มีฟังก์ชั่นสลับโซนเวลาแบบสัมผัส ในปี 2015 Rado ได้เปิดตัวไฮเทคเซรามิกสีน้ำตาลช็อกโกแลต ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มเติมให้กับโทนสีของไฮเทคเซรามิกของ Rado

ปี 2000 - 2009

สหัสวรรษใหม่ของการออกแบบ

Rado เปิดตัวสหัสวรรษใหม่ด้วยนวัตกรรม eSenza ซึ่งเป็นนาฬิกา Rado รุ่นแรกที่ออกแบบโดยไม่มีเม็ดมะยม Rado V10K รุ่นปฏิวัติได้รับการเปิดตัวในปี 2002; ซึ่งทำขึ้นจากเพชรเทคโนโลยีชั้นสูง โดยมีความแข็ง (10,000 วิกเกอร์) และมีความยืดหยุ่นได้แบบเพชรแท้ เพื่อเป็นการปิดทศวรรษของสไตล์การออกแบบ Rado จึงได้สรรเสริญการออกแบบของตนด้วยการเปิดตัวคอลเลกชั่นชิ้นเอก r5.5 ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกที่เรียบง่ายและเป็นผลิตผลของนักออกแบบชาวอังกฤษชื่อดัง Jasper Morrison

ปี 1990 - 1999

การปฏิวัติของเซรามิก

ในยุค 90 ได้มีการใช้งานไฮเทคเซรามิกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุที่เป็นเอกลักษณ์ของ Rado โดยการเปิดตัวของ Rado Ceramica ในปี 1990 ทำให้โลกได้เห็นถึงตัวเรือนนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบและสายนาฬิกาที่ทำจากคริสตัลแซฟไฟร์และไฮเทคเซรามิก Rado Sintra เปิดตัวในปี 1993 เป็นนาฬิกา Rado รุ่นแรกที่ทำจากเซอร์เมท ซึ่งเป็นเซรามิกที่ใช้ไทเทเนียมเป็นหลักและนำมาผสมรวมกับโลหะ ต่อมาในปี 1998 Ceramica เป็นนาฬิกา Rado รุ่นแรกที่ได้รับเลือกเพื่อจะนำมาใช้กับพลาสม่าไฮเทคเซรามิคที่ ราโด เป็นผู้บุกเบิกเป็นครั้งแรกซึ่งได้ผลลัพธ์เป็นสีที่น่าหลงใหลและมีการผสมผสานกันของวัสดุที่เปล่งประกายแสงโลหะโดยไม่ต้องใช้โลหะใดๆ

ปี 1970 - 1989

จากนวัตกรรมหนึ่งไปสู่นวัตกรรมถัดไป

การออกแบบและนวัตกรรมด้านวัสดุของ Rado ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องในทศวรรษที่ 1970 และ 80 DiaStar สีทองตัวแรกที่ออกมาในปี 1972 และปี 1976 ได้เป็นจุดเริ่มต้นในการนำเสนอ Rado Dia 67 ที่เรียบง่าย ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องโครงสร้างตัวเรือนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ปกคลุมไปด้วยคริสตัลแซฟไฟร์เมทัลไลซ์แบบไร้ขอบ ในปี 1986 Rado Integral ได้เข้ามาในฉาก และปฏิวัติอุตสาหกรรมนาฬิกาด้วยการใช้เซรามิกเทคโนโลยีชั้นสูงที่ป้องกันรอยขีดข่วนในสายรัดข้อมือ

ปี 1960 - 1969

ผลงานชิ้นพิเศษได้ถือกำเนิด

ในปี 1962 Rado ยังคงสร้างความแตกต่างด้วยหนึ่งในรุ่นที่โดดเด่นที่สุด: DiaStar 1 ซึ่งวางจำหน่ายในฐานะ "นาฬิกาป้องกันรอยขีดข่วนรุ่นแรกของโลก" DiaStar 1 ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในเรื่องการสวมใส่ที่สบาย ความทนทาน และสไตล์ที่โดดเด่น ตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของวิธีการออกแบบและวัสดุที่เป็นนวัตกรรมของ Rado ทำให้นาฬิการุ่นนี้มีการนำเอาโลหะแข็งและคริสตัลแซฟไฟร์เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาเพื่อให้สามารถใช้งานได้ภายใต้สภาวะที่เกินกว่าปกติ

ปี 1950 - 1959

คอลเลกชั่นแรกของ RADO

Schlup & Co. เริ่มขายนาฬิกาภายใต้แบรนด์ Rado ในยุค 1950 คอลเลกชั่น Golden Horse ที่โดดเด่นเปิดตัวในปี 1957 และเป็นปีเดียวกันที่ Schlup & Co. ฉลองครบรอบ 40 ปี คอลเลกชั่น Green Horse ตามมาในปี 1958 และเป็นหนึ่งในรุ่นแรกของ Rado ที่วางตลาดด้วยลักษณะเด่นในเรื่องการกันน้ำ ในตอนท้ายของทศวรรษ Rado เป็นแบรนด์ระดับนานาชาติอย่างแท้จริงโดยมีอยู่ในกว่า 61 ประเทศทั่วโลก

1917

การเริ่มต้นที่เรียบง่ายในเมืองเลงนาว ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

โรงงานผลิตนาฬิกา Schlup & Co. ก่อตั้งขึ้นโดยพี่น้อง Fritz, Ernst และ Werner ในปี 1917 โรงงานแบบเรียบง่าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบ้านพ่อแม่ของผู้ก่อตั้งที่ได้รับการดัดแปลงและกลายเป็นบ้านเกิดของ Rado แม้ว่า Schlup & Co. จะเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย แต่เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงงานแห่งนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในโลก