ประวัติศาสตร์ของ RADO

Rado เป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก มีชื่อเสียงในด้านการออกแบบนวัตกรรมและการใช้วัสดุเชิงปฏิวัติเพื่อสร้างนาฬิกาที่สวยที่สุดและทนทานที่สุดในโลก นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นในเมืองเลงนาว ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ Rado เป็นผู้บุกเบิก ด้วยปรัชญาของแบรนด์ “ถ้าเราสามารถจินตนาการได้ เราก็สามารถทำได้” ซึ่งยังคงยึดมั่นจนถึงทุกวันนี้

ปี 2010 - ปัจจุบัน

นวัตกรรมของเรายังคงดำเนินต่อไป

ปี 2011 มีการถือกำเนิดผลงานชิ้นเอก โดยเป็นเซรามิกแบบบางพิเศษของ Rado นั่นคือ: True Thinline ที่มีความหนาอย่างเหลือเชื่อเพียง 5 mm ในปี 2012 Sporto-chic Rado HyperChrome ที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีของตัวเรือนที่่ใช้ใน True Thinline ทำให้ไม่ต้องใช้สเตนเลสเป็น "แกนกลาง" และอยู่ในรูปแบบของตัวเรือนที่หล่อขึ้นเป็นชิ้นเดียว Rado ได้เปิดตัวเทคโนโลยีสัมผัสแบบใหม่ด้วย Esenza Touch (2013) ซึ่งเป็น "ความพิศวงของการไม่มีเม็ดมะยม" ที่สามารถตั้งค่าได้ด้วยการสัมผัสเพียงครั้งเดียวและการสไลด์ และ HyperChrome Dual Timer (2014) นาฬิกาสำหรับการเดินทางอันชาญฉลาดที่มีฟังก์ชั่นสลับโซนเวลาแบบสัมผัส ในปี 2015 Rado ได้เปิดตัวไฮเทคเซรามิกสีน้ำตาลช็อกโกแลต ซึ่งเป็นส่วนเพิ่มเติมให้กับโทนสีของไฮเทคเซรามิกของ Rado

ปี 2000 - 2009

สหัสวรรษใหม่ของการออกแบบ

Rado เปิดตัวสหัสวรรษใหม่ด้วยนวัตกรรม eSenza ซึ่งเป็นนาฬิกา Rado รุ่นแรกที่ออกแบบโดยไม่มีเม็ดมะยม Rado V10K รุ่นปฏิวัติได้รับการเปิดตัวในปี 2002; ซึ่งทำขึ้นจากเพชรเทคโนโลยีชั้นสูง โดยมีความแข็ง (10,000 วิกเกอร์) และมีความยืดหยุ่นได้แบบเพชรแท้ เพื่อเป็นการปิดทศวรรษของสไตล์การออกแบบ Rado จึงได้สรรเสริญการออกแบบของตนด้วยการเปิดตัวคอลเลกชั่นชิ้นเอก r5.5 ซึ่งเป็นผลงานชิ้นเอกที่เรียบง่ายและเป็นผลิตผลของนักออกแบบชาวอังกฤษชื่อดัง Jasper Morrison

ปี 1990 - 1999

การปฏิวัติของเซรามิก

ในยุค 90 ได้มีการใช้งานไฮเทคเซรามิกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหนึ่งในวัสดุที่เป็นเอกลักษณ์ของ Rado การเปิดตัวของ Rado Ceramica ในปี 1990 ทำให้โลกได้เห็นถึงตัวเรือนนาฬิกาแบบบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบและสายรัดข้อมือที่ทำจากคริสตัลแซฟไฟร์และไฮเทคเซรามิก Rado Sintra เปิดตัวในปี 1993 เป็นนาฬิกา Rado รุ่นแรกที่ทำจากเซอร์เมท ซึ่งเป็นเซรามิกบนพื้นฐานของไททาเนียมที่มีการผสมรวมกับโลหะ ในปี 1998 Ceramica เป็นนาฬิกา Rado เรือนแรกที่ได้รับเลือกเพื่อจะนำมาใช้กับเป็นเซรามิกเทคโนโลยีชั้นสูงแบบพลาสม่าที่มีการจดสิทธิบัตร ซึ่งจะมีสีที่ชวนหลงใหลและมีการผสมผสานกันของวัสดุที่เปล่งประกายแสงโลหะโดยไม่ต้องใช้โลหะใดๆ

ปี 1970 - 1989

จากนวัตกรรมหนึ่งไปสู่นวัตกรรมถัดไป

การออกแบบและนวัตกรรมด้านวัสดุของ Rado ยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่องในทศวรรษที่ 1970 และ 80 DiaStar สีทองตัวแรกที่ออกมาในปี 1972 และปี 1976 ได้เป็นจุดเริ่มต้นในการนำเสนอ Rado Dia 67 ที่เรียบง่าย ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องโครงสร้างตัวเรือนที่เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ปกคลุมไปด้วยคริสตัลแซฟไฟร์เมทัลไลซ์แบบไร้ขอบ ในปี 1986 Rado Integral ได้เข้ามาในฉาก และปฏิวัติอุตสาหกรรมนาฬิกาด้วยการใช้เซรามิกเทคโนโลยีชั้นสูงที่ป้องกันรอยขีดข่วนในสายรัดข้อมือ

ปี 1960 - 1969

ผลงานชิ้นพิเศษได้ถือกำเนิด

ในปี 1962 Rado ยังคงสร้างความแตกต่างด้วยหนึ่งในรุ่นที่โดดเด่นที่สุด: DiaStar 1 ซึ่งวางจำหน่ายในฐานะ "นาฬิกาป้องกันรอยขีดข่วนรุ่นแรกของโลก" DiaStar 1 ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในเรื่องการสวมใส่ที่สบาย ความทนทาน และสไตล์ที่โดดเด่น ตัวอย่างที่ดีเยี่ยมของวิธีการออกแบบและวัสดุที่เป็นนวัตกรรมของ Rado ทำให้นาฬิการุ่นนี้มีการนำเอาโลหะแข็งและคริสตัลแซฟไฟร์เข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาเพื่อให้สามารถใช้งานได้ภายใต้สภาวะที่เกินกว่าปกติ

ปี 1950 - 1959

คอลเลกชั่นแรกของ RADO

Schlup & Co. เริ่มขายนาฬิกาภายใต้แบรนด์ Rado ในยุค 1950 คอลเลกชั่น Golden Horse ที่โดดเด่นเปิดตัวในปี 1957 และเป็นปีเดียวกันที่ Schlup & Co. ฉลองครบรอบ 40 ปี คอลเลกชั่น Green Horse ตามมาในปี 1958 และเป็นหนึ่งในรุ่นแรกของ Rado ที่วางตลาดด้วยลักษณะเด่นในเรื่องการกันน้ำ ในตอนท้ายของทศวรรษ Rado เป็นแบรนด์ระดับนานาชาติอย่างแท้จริงโดยมีอยู่ในกว่า 61 ประเทศทั่วโลก

1917

การเริ่มต้นที่เรียบง่ายในเมืองเลงนาว ประเทศสวิสเซอร์แลนด์

โรงงานผลิตนาฬิกา Schlup & Co. ก่อตั้งขึ้นโดยพี่น้อง Fritz, Ernst และ Werner ในปี 1917 โรงงานแบบเรียบง่าย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบ้านพ่อแม่ของผู้ก่อตั้งที่ได้รับการดัดแปลงและกลายเป็นบ้านเกิดของ Rado แม้ว่า Schlup & Co. จะเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย แต่เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 โรงงานแห่งนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Override autofill: